1.Traditional Fullsleeve HannyaMask and Geisha โทนงานนี้ออกมาอมส้มแดงหน่อย  เพราะลูกค้าต้องการให้คุมโทนและสื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ สายลมเย็นๆ พัดพาเอาเหล่าใบไหม้สีแดงบ้าง น้ำตาลบ้าง ร่วงหล่นจากต้น     2.Japaneseflowers's Complete  | KIKU,AJISAI, เสร็จสมบูรณ์ไปกับงาน อิเรซูมิ 7 ส่วน  รวบรวมดอกไม้2ชนิดมารวมไว้มราแขนข้างเดียว ในส่วนของดอกเบญจมาศ(บน) ซึ่งแน่นอนมันหมายถึงความเป็นนิรันด์  หรือมีสุขภาพดียืนยาวนั่นเอง อะจิไซ(ล่าง) ดอกไม้ที่จะเริ่มเบ่งบานในต้นฤดูฝน  มีมากมายหลากหลายสี ซึ่งสีของดอกไม้ก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินด้วย 3.Hannyamask and  Snake หน้ากากฮันย่าดวงตาสีเหลือง และงูพันรอบแขนในดงซากุระ   พื้นหลังเป็นลายคลื่นน้ำกระเด็นหน่อยๆ สื่อถึงอารมณ์ศิลป์ของคนญี่ปุ่นได้ดีเลยสำหรับงานนี้   และตอนนี้ลูกค้าได้ทำการเพิ่มเป็นงาน7ส่วนไปเรียบร้อย พอจบงานต้องนำมาให้ชมกันอีกแน่นอนครับ   4.Traditional Japanese Irezumi ลูกค้าญี่ปุ่นท่านนี้ บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดจริงๆ  โดยเริ่มจากแขนฝั่งขวา(มังกรแดงและหน้ากากฮันย่า) ผลจากการทุ่มเทเวลาให้กับการสักของลูกค้า ผ่านไปพริบตาเดียวไม่ถึง2เดือนดีด้วยซ้ำจบไปหนึ่งข้างเรียบร้อย โดยการเข้ามาสักแค่อาทิตย์ละครั้ง  ครั้งไม่นานเกิน5ชั่วโมง   แต่ขยันมาเรื่อยๆ งานต่อมา  แขนขวา(เสือโคร่งตัวใหญ่และมังกรสีน้ำเงิน) เมื่อลองดูภาพรวมของงาน โดยมองจากด้านหน้าจะเห็นว่า มังกรตัวสีแดงมองลงล่าง ส่วนมังกรสีน้ำเงินมองขึ้นบน  ลูกค้าอาจจะอยากให้งานออกมาในอารมณ์ที่มังกร2ตัวกำลังต่อสู้หรือหยอกล้อกันอยู่ก็ได้ครับ ซึ่งอก+แขนซ้ายขวานี้ ก็ใช้เวลาทำทั้งหมดไม่เกิน3เดือนเท่านั้นครับ   และตอนนี้ลูกค้ากำลังต่องานที่หลังกับทางร้านอยู่ครับ [gallery columns="2" size="large" ids="17024,17023"] สอบถามข้อมูลการออกแบบและงานสักเพิ่มเติมที่ โทร:091-859-9243 หรือ FACEBOOK INSTAGRAM ...

รับสมัครช่างสัก | Tattoo Artist Wanted

ทำงานกับสโตรคเกอร์ แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร  เปิดโอกาสให้ช่างพัฒนาตัวตนของตัวช่างเองได้เต็มที่   

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสไตล์งาน การออกแบบ   

เพราะเราเน้นคุณภาพงาน และความพึงพอใจทั้งของช่างและลูกค้าเป็นหลัก

ช่างทุกคนทำในแบบที่เป็นสไตล์ของตัวเอง และลูกค้าเองก็ควรได้งานคุ้มราคาที่สุด!

บางครั้ง..เมื่อถูกลูกค้าถามถึงราคา และชั่วโมงงาน

เพราะอะไรกัน ทำไมแอดมินถึงบอกราคาเป็นเลขกลมๆ ให้ไม่ได้

ทำไมถึงบอกเป็นแรทราคากว้างๆให้ ทราบตรงนี้กันไหมครับ..

..

👆งานขนาดเดียวกัน แต่คนละสไตล์ คนละสี บางทีราคาก็ไปคนละเรื่องเลย

ปกติเราจะแจ้งลูกค้าว่า "งานที่ร้านคิดราคาเป็นชั่วโมง"

ซึ่งหมายถึงว่าเวลานับแค่ตอนที่ช่างสักเท่านั้น (ไม่รวมเวลาพัก)

จะรู้ชั่วโมงงานทันที จากขนาดและสัดส่วนพื้นที่จะสัก

หรือหลังช่างทำแบบเสร็จ บางครั้งชั่วโมงงานอาจจะมีการคลาดเคลื่อนบ้าง

แต่จะมีการคุยกันเสมอ เพื่อความพอใจของทั้งช่างและลูกค้าด้วย ..


[caption id="attachment_16977" align="alignright" width="1024"] เมื่อA1และA2คุยกั[/caption]                                    

|ปัจจัยที่ 1    รายละเอียดยิบย่อยในเนื้อแบบ |

ในงานบางชิ้น เมื่อดูผ่านๆแล้วเหมือนจะมีอะไรไม่มากก็แค่  「ปลา มังกร ดอกไม้ ก้อนเมฆเอย」

อะไรแค่นี้เอง "เทียบกับงานขนาดเท่าๆกัน งานที่ผมส่งไปทำไมมันดูแพงจัง" ~_~

รายละเอียดยิบย่อยที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ ลวดลายแฝงตามตัวและพื้นหลัง

เช่น ลวดลายในเสื้อผ้า  ลวดลายในเกล็ดปลา  ลวดลายเล็กน้อยๆที่ถูกซ่อนอยู่ในผลงานเหล่านี้

สำหรับช่างแล้ว ใช้ความพิถีพิถันในการแปะ และขีดเขียนลวดลายพอสมควร

「งานยิ่งเล็ก  เส้นยิ่งบาง  ยิ่งต้องการความประณีต  งานแบบนี้แหละกินเวลาเยอะของแท้เลย」

ลองไปสังเกตุดูนะครับ ว่างานที่เราชอบ  รายละเอียดมันเยอะอย่างที่ว่ามาไหม

 
 

| ปัจจัยที่2   ร่างกายคนสัก |

บอกตรงๆว่า บางคนที่เห็นผอมๆบางทีซ่อนรูปนะ    "แขนผมเล็กแค่นี้ไม่นานเท่าเขาหรอกมั้ง"

อันนี้ก็ไม่จริงเสมอไปครับ   มองตรงๆอาจจะดูผอมก้าง

แต่พอวัดขนาดรอบแขนและอกออกมาแล้ว ไม่ได้ผอมอย่างที่เห็นก็มี

เรื่องของสรีระถ้าไม่เข้ามาที่ร้านให้ช่างจับวัด    เห็นแค่รูปภาพเราก็ต้องพูดราคาไว้กว้างๆหน่อยครับ

"ยิ่งถ้าเราจะพยายามเสนอราคาต่ำๆไว้ เพื่อดึงลูกค้า

พอทำงานจริงๆ  งบมันเกินขึ้นมา! ลูกค้าจะเสียความรู้สึกแค่ไหน  เรามองที่ตรงนี้มากกว่า"

ซึ่งกรณีนี้ก็เคยเกิดบ่อยๆ สำหรับงานรายชั่วโมงครับ


 

| ปัจจัยที่3   ผิวหนังและกล้ามเนื้อ |

บ่อยๆครั้งมักจะได้ยินช่างพูดว่า

"ลูกค้าวันนี้ผิวดี  สักง่ายงานไปไวมาก"  หรือ "ผิวลูกค้าวันนี้สักยาก เข็มติดตลอดเลยเสียเวลา"

 ลูกค้าแบบไหนที่เรียกว่าผิวดีหรือลูกค้าแบบไหนที่เรียกว่าผิวไม่ดีล่ะ

.....

ลักษณะผิวและกล้ามเนื้อแบบคนเจ้าเนื้อ ออกไปทางอวบอ้วน

ช่างแทบทุกคนจะลงความเห็นตรงกันว่า...

สักยากและเสียเวลาน้อยๆ ไปจนถึงเสียเวลามากๆ

ซึ่งแล้วแต่ขนาดงานครับ

......

ส่วนคนที่ผิวดี ชุ่มน้ำ ออกกำลังกายบ้าง  ตลอดจนนักเล่นกล้าม

กล้ามเนื้อมีความคลายตัว ยืดหยุ่นดี ส่วนใหญ่จะสักง่าย   จบไว จ่ายน้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ก็มีอยู่บ่อยๆครับ

 

บล็อกนี้เราจะรวบรวมหลายๆคำถามที่ถูกถามเข้ามา เกี่ยวการจะสักลายญี่ปุ่นกับช่างที่ร้านของเรา ต้องรู้อะไรบ้าง  ต้องเตรียมตัวยังไงดี  รวมถึงต้องเตรียมงบประมาณค่าใช้จ่ายไว้ที่เราไหร่   มาถึงคำถามแรก 1.ลายนี้ (เต็มแขน ครึ่งแขน  เต็มหลัง) ราคาเท่าไหร่ครับ ถามแบบนี้ ก็ตอบตามตรงว่าคำตอบที่ได้จะกว้างนิดนึง   เพราะเรทราคางานคิดเป็นชั่วโมง  จะตอบยากกว่าร้านที่เขาคิดราคางานเป็นชิ้นไปเลยครับ ชั่วโมงงานที่แกว่งมากเป็นเพราะอะไร    สำคัญที่สุดคือ ช่างต้องเห็นขนาดตัวของลูกค้าก่อน  ลูกค้าผิวดี กล้ามเนื้อตึงก็สักงานได้ไวขึ้น 2....

สำหรับคนที่มี "รอยแผลเป็น" ทั้งที่แบบได้มาโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ การจะทำให้แผลเป็นนั้นหายไปได้ ถือเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง  แต่รอยสักสวยๆ และ  ช่างสักดีๆ  ซักคนอาจจะช่วยคุณได้นะ!

..

..

และวันนี้เราได้นำ วิธีการ●ขั้นตอน●ตัวอย่างการทำงาน ของช่างร้านเราเองมาให้ชม

ว่าก่อนช่างจะทำการปกปิดรอยแผลเป็นให้ลูกค้าเนี่ย มีอะไรที่ช่างต้องทำและคำนึงถึงก่อนวางแบบ

ยิ่งเฉพาะสักลายใหญ่ 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป ของที่จะให้เตรียม5อย่างต่อไปนี้จะจำเป็นระดับนึงเลย จะช่วยให้งานสักหลายๆชั่วโมงผ่านไปอย่างสบายๆที่สุด   1.เพาเวอร์แบงค์  ยุคที่เราสไลด์หน้าจอมือถือบ่อยยิ่งกว่าอะไรดี แบบนี้ไม่น่าสนุกแน่ๆถ้าแบตโทรศัพท์จะหมดระหว่างวัน การเล่นโทรศัพท์ไป  และปล่อยให้ช่างได้สักไป  เป็นอีกหนึ่งการเบนความสนใจของเราออกจากรอยสัก ช่วยลดความเจ็บลงไปได้มากอยู่น๊ะจ๊ะ  หากใครไม่มีเพาเวอร์แบ๊งล่ะก็ พกแค่สายชาร์จแบตไปก็ยังดี บางร้านมีที่ให้ลูกค้าชาร์จโทรศัพท์ด้วยนะจ๊ะ     2.หูฟัง มีโทรศัพท์แล้วแบตก็เต็มพร้อม  จะขาดหูฟังไปได้ยังไงครับ  เป็นอีกไอเทมที่ค่อนข้างสำคัญ  บางคนก็อาจจะไม่ชอบเสียงของเครื่องสัก เพราะบางทีเครื่องคอยที่ช่างใช้ ก็เสียงดังเอามากๆเลย  อาจจะดังจนลูกค้าบางคนรำคาญจนปวดหัวไปเลยก็มีครับ การมีหัวฟังดีไว้ฟังเพลงเบาๆ  หรือดูหนังฆ่าเวลาก็เป็นอะไรที่ออกจะดีเลย   3.ผ้าปิดตาหรือแผ่นความเย็น บางทีช่างสักก็ต้องใช้โคมไฟหลายตัวเพื่อช่วยในการทำงานใหญ่ๆ อาจจะทำให้เราแสบตา และบวกกับความเจ็บอาจจะพาลไปปวดหัวเลยก็เป็นได้ หากรู้สึกเมื่อยๆเพลีย แนะนำให้ใช้ผ้าปิดตาหรือเยลลี่ผิดตาจะมีลักษณะเย็นๆซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ราคาไม่แพงมากแอดเคยซื้ออยู่ ใช้ผ้าปิดตาฟังเพลงเบาๆจะช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลายมากๆ   4.ของกิน+เครื่องดื่ม ช่วงเวลาการสักที่ยาวนาน  สักไปสองสามชั่วโมงอาจจะมีการพักเบรคบ้าง   การเติมพลังด้วยของกิน เช่นกล้วยซักลูก ขนมปังซักแผ่น หรือแม้แต่ของหวานอย่างช็อคโกแลตตามด้วยน้ำดื่มดับกระหายจะช่วยได้มากเลยครับ     ทำให้มีแรงในการต่องานจนจบ     5.ชุดเสื้อผ้าที่เหมาะสม การใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย  รวมถึงคำนึงถึงพื้นที่งานสักจะทำให้ช่างทำงานง่ายขึ้น  และยังทำให้ตัวเรามีความคล่องตัว ไม่มีอาการรู้สึกอึกอัดเพราะท่าทางไม่สบาย   เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าต้องสักหลังเลิกงานหรือสักหลังจากที่ไปทำธุระมา การเอากางเกงบอลเสื้อกล้ามยัดใส่กระเป๋ามาเปลี่ยนที่ร้าน  จึงเป็นอีกข้อที่เราอยากจะแนะนำ  นอกจากของทั้ง 5 อย่างที่กล่าวมานี้ ยังมีอีกหลายๆอย่างซึ่งแล้วแต่สะดวก  แต่ทั้ง5อย่างนี้ล้วนเป็นของที่พกง่ายไม่หนักกระเป๋า  จึงอยากแนะนำเท่าที่จำเป็นเพียงนี้ไปก่อนครับ   เอาล่ะครับแอดมินก็ได้แนะนำ 5 ไอเทมที่ควรเตรียมมาในวันสักกันแล้ว หวังว่าท่านผู้ชมผู้ฟังทั้งหลายจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมในการ เตรียมตัวเข้าสู่สังเวียนบนเตียงสักกันแล้ว  ขอให้รอยสักต่อๆไปผ่านไปได้ด้วยดี  ได้รับคุณภาพงานที่พึงพอใจกันถ้วนหน้านะคร้าบบ  ...

นี่คือบล็อกแนะนำสไตล์การสัก  ที่อิงมาจาก"ความเห็นส่วนตัว" จากการที่คลุกคลีอยู่กับร้านสักมาพอสมควร จึงได้นำมาเล่าและบอกต่อสู่กันฟัง  รวมทั้งได้รวบรวมข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก PINTEREST ภาพแบบและดีไซน์ที่ถูกชมและเก็บเป็นพินเยอะที่สุด  คือสไตล์ไหนบ้างเรามาเริ่มกันได้เลย

1.MINIMALS TATTOO |  รอยสักไซส์มินิ

งานมินิมอล เป็นสไตล์ที่เหมาะเหม็งมากๆ สำหรับ"สตรีเพศหญิง"และผู้ที่เพิ่งตัดสินใจจะมีรอยสักครั้งแรก! แต่ก็ใช่ว่าไม่เหมาะกับผู้ชายแต่อย่างใด  แต่จะเห็นได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าเท่านั้นเอง 80% ของท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายจะเอียงไปทางรอยสัก ไซส์Mขึ้นไป ซึ่งแอดก็มองว่าเป็นขนาดที่กำลังพอดี กับขนาดร่างกาย ของท่านชายทั้งหลาย มันจะดูดีกว่าการที่จะใส่รอยสักรูปแมวเท่าเหรียญบาท ลงบนกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ😲

2.M-SIZE | รอยสักขนาด10*10 CM

ใหญ่ขึ้นมาอีกนิด  ในขนาดไม่เกิน 10-15เซ็นติเมตร  แนวทางส่วนมากจะเน้นไปทางลายเส้นง่ายๆกับคาแรคเตอร์ที่ชื่นชอบ ไม่มีความซับซ้อน ให้เราต้องตีความหมายแต่อย่างใด  มองดูแล้วมันดูง่ายๆสบายตาไม่หนักสมอง แต่มีเสน่ห์ในแบบของอาร์ตๆ เป็นอะไรที่บอกถึงสไตล์ของเจ้าของว่าเป็นคนที่ง่ายๆ มีความสร้างสรรค์ และไม่ชอบการอยู่ในกรอบสักเท่าไหร่  

3.L-SIZE | รอยสักขนาดไม่เกินกระดาษ A4

ยังมีบางคนที่คิดว่างานเล็กๆ 5เซ็น-10เซ็น อะไรงี้  ไม่เอาหรอกเล็กไป  มันไม่จุใจ  อยากได้ใหญ่ๆ เต็มๆหน่อยอ่ะ ลูกค้าที่เลือกสักงานลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ต้องการซ่อนความหมายลึกซึ้งไว้ในภาพ เช่น การเสียดสี การใส่ตัวตนที่ต้องการจะสื่อลงไปในงาน อะไรทำนองนี้ เนื่องจากลักษณะงานขนาดนี้ต้องมีพื้นที่ลงพอสมควร เช่น กลางหลัง แผ่นอก หน้าท้อง ต้นขา น่อง แต่ละที่ ที่ได้กล่าวมานี้เรื่องความเจ็บสุดๆทั้งนั้น หากเป็นครั้งแรก ช่างสักควรอธิบายทุกๆอย่างให้ลูกค้ารับทราบและเตรียมตัวไว้ด้วย ไม่ว่าจะชี้แจงถึงเวลาสักที่ค่อนข้างนานอาจจะ4-7ชั่วโมง ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายต่องานที่ต้องควักหนักนิดหน่อย  "จะสักทั้งทีเอาที่ดีๆไปเลย" สุดท้ายที่สำคัญคือวิธีการดูแลรักษาแผลสักจนกว่าจะหายดี  ต้องมีเวลาให้เขาสักนิด

4.BLACK AND WHITE |  งานขาว-ดำ ในสไตล์ต่างๆ

"งานขาว-ดำ"ที่ว่ามานี้มีเยอะ และหลากหลายสไตล์มากๆ  งานจะออกมาเป็นอารมณ์ไหน จะขึ้นอยู่กับช่างผู้ใช้เทคนิคในการสักนั้นด้วย เช่นงานดอท งานวิป  เรียลลิสติคหรือพอร์ตเทรต  เป็นต้น  สไตล์งานเป็นการเล่นกับแสงเงาของภาพ ด้วยเทคนิคการใช้เข็มและควบคุมเครื่องสักขั้นสูง ช่างที่ประสบการณ์ไม่ถึง อาจจะให้ความว๊าวแก่คุณไม่ได้เลย เพราะเป็นสไตล์งานที่เพียงแค่สบตา  อารมณ์ของภาพต้องแสดงความหมายออกมาชัดเจนอยู่แล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างสัก จะต้องมีอารมณ์ร่วมกับงาน เข้าให้ถึงตัวตนของคาแร็คเตอร์และจะให้ดีต้องรู้ใจลูกค้าที่เราสักอยู่ด้วย งานส่วนใหญ่จะเป็นอะไรที่มีคุณค่าและต้องการเก็บไว้เป็นสิ่งที่ระลึกของตัวผู้สักเอง ไม่ว่าจะเป็น ภาพครอบครัว คนรัก การ์ตูนหรือฮีโร่ที่ชื่นชอบ

5.TRADITIONAL  JAPANESE| งานสักญี่ปุ่น

จากประวัติการสักญี่ปุ่นในสมัยก่อน พูดถึงเรื่องการสักจะเป็นสิ่งที่ที่ตีตราทาส ชนชั้นยากจนและสังคมผู้ใช้แรงงาน จนถูกผู้คนเรียกว่า "ยากูซ่า"  แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว    ทุกคนสามารถมีรอยสักได้ หมอ พยาบาล ข้าราชการ นักบิน เพียงแค่คุณปฎิบัติหน้าที่ของคุณได้ดี และยืนอยู่บนความเหมาะสม  การโดนผู้คนประนามในเรื่องนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนสามารถทำอะไรกับร่างกายตัวเองได้อย่างอิสระ  และด้วยความที่"รอยสักญี่ปุ่น"นั้น มีประวัติ มีเรื่องราว และความหมายดีๆด้านความเชื่อจึงไม่แปลกและไม่ใช่เรื่องยาก ที่เหล่าพวกเราชาวรักงานสักทุกคนจะตกหลุมรัก จนอยากจะมีปลาคาร์ฟไว้ครอบครองสักตัว

6.AMERICAN TATTOO/OLDSCHOOL TATTOO | ลายสักอเมริกันสไตล์หรือโอลด์สคูล

เป็นงานอีกหนึ่งสไตล์ที่มีประวัติมายาวนานมากๆ  เริ่มจากสมัยก่อนผู้คนชาวเรือหรือกะลาสีเรือผู้ชื่นชอบศิลปะ ได้นำสิ่งที่ตนชื่นชอบมาสักให้เพื่อนบ้าง สักเองบ้าง ลายสักที่นิยมกันมาก ก็จะเป็น หญิงสาวสวยแก้มแดง นกนางแอ่นและกุหลาบ  สมอเรือหัวกะโหลก เป็นต้น "ลายเส้นหนาๆ  ลงสีพื้นๆ แน่นๆ นี่แหละคงเป็นเสน่ห์ของงานโอลด์สคูล"

7.FONT&LETTERING | งานฟอนต์หรือสคริปต์

แอดมินชอบเรียกสไตล์งานประเภทนี้ว่า "งานสักสุดเรียบง่ายสำหรับคนมีสาระ" เพราะลูกค้าส่วนมากที่ลูกสักงานสไตล์นี้มักจะมีความหมายสุดลึกซึ้งซ่อนไว้ในประโยคหรือตัวอักษรนั้นๆเสมอ เช่น คำคมที่มีความหมายต่างๆ  ชื่อคนในครอบครัว  เลขวันเกิด ประโยคจากเพลงหรือหนังที่ชื่นชอบ เป็นอะไรที่ดูเรียบง่าย   แต่มันไม่ไร้สาระเลยนะจ๊ะ

8.COLORFULL |  รอยสักสีสันสุดจี๊ด

เป็นการสักลายด้วยหมึกสีสันต่างๆ  เป็นงานเล่นสีโดยช่างสักมือโปรจริงๆ หรือจะเรียกงานสไตล์นี้ว่า "ไฮเปอร์-เรียลิสติค"แบบสี ก็ได้นะ เพราะจริงๆมันใช้เทคนิคเดียวกันนั่นแหละ คือภาพเสมือนจริงที่ช่างจะทำสีสันให้สวยสะดุดตามากๆ  เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้แก่ลูกค้ามากขึ้น และดูเหมือนจะมีคนชอบเยอะเสียด้วย ก็จะไม่ชอบยังไงไหวล่ะ  ก็เด่นมาซะขนาดนี้  หากช่างเล่นสีดีๆไล่โทนสีเก่งๆ นี่คือแจ่มสุดอ่ะ เห็นแล้วยังอยากได้บ้าง

9.MONOSTYLE | งานโมโน

รอยสักสไตล์นี้ส่วนใหญ่เป็นงานโทนสีเดียวกันทั้งภาพ  ดูเรียบร่าย มีความสะอาดอ้าน มองเห็นถึงประณีตของช่าง และความอดทนของผู้สักเลยทีเดียว  สร้างอารมณ์กลมกลืนแก่ภาพได้เป็นอย่างดี ให้อารมณ์เหมือนกำลังดูภาพถ่าย ในโหมดแต่งสีโมโนโทน  จะว่าไปดูคล้ายๆงานขาวดำเลยนะ แต่แอดว่ามันต่างกันตรงที่ งานโมโนจะเก็บรายละเอียดของภาพไว้เยอะกว่า และใช้เทคนิคที่สูงกว่าด้วยนะ

10.THAI TATTOO | สักยันต์

อย่างที่รู้ๆ ยันต์ไทยนี้มีมานานมากๆ  ได้ยินว่ามีมาก่อนสมัยสุโขทัยเสียอีก การสักยันต์จะสักด้วยมือใช้เข็มแท่งยาว แทงบนผิวหนังเป็นตัวอักษรต่างๆในลักษณะของผ้ายันต์   จริงๆแล้วยันต์ไทยจะไม่เน้นที่ความสวยงามสักเท่าไหร่ แต่ผู้สักจะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า  "พุทธคุณ" นั่นเอง ช่วงหลังๆยันต์ไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วโลกโดยการที่มีดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง "แองเจลิน่า โจลี่" และอีกหลายๆคนทั้งนักร้อง นักฟุตบอล  ที่ต่างพากันลงทุนบินมาสักถึงเมืองไทยกันเลยทีเดียว